ศัลยกรรมหน้าอก

ภาพเสริมหน้าอก 1

ทรวงอก

ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกความเป็นผู้หญิงอย่างหนึ่ง ที่ชวนมองสำหรับเพศตรงข้ามเป็นอย่างดี เนื่องจากหน้าอกที่ดูดี มีขนาดพอเหมาะกับสรีระของผู้หญิง จะช่วยให้ผู้หญิงมีความมั่นใจในการแต่งตัวมากขึ้น

เพราะสมัยนี้ การแต่งกายของสาวๆ จะเน้นสรีระมากขึ้นกว่าสมัยก่อน มีทั้งสายเดี่ยว เกาะอก คอกว้างโชว์ร่องอก เป็นต้น ซึ่งหากสาว ๆที่ไม่มีสัดส่วนที่เหมาะสม เรียกได้ว่าแทบไม่มีโอกาสได้แต่งตัวแบบที่ต้องการเลย

แต่สาว ๆที่มีปัญหาหน้าอกเล็ก ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อีกต่อไป เพราะปัจจุบันวิวัฒนาการในวงการ ศัลยกรรมตกแต่ง สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้โดยการผ่าตัดเสริมหน้าอก เพื่อเพิ่มเติมส่วนที่ขาดหายไปให้ได้ขนาดและรูปร่างที่เหมาะสมตามที่สาวๆต้องการได้ แต่ก่อนที่คุณจะตัดสินใจเสริมหน้าอกนั้น จะต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับการผ่าตัดเสริมหน้าอกซะก่อน

การผ่าตัดเสริมหน้าอก

โดยเป็นการทำศัลยกรรมที่มีวิวัฒนาการมานานนับสิบ ๆปี ในอดีตเคยมีการใช้ สารแปลกปลอมฉีดเข้าไป ในหน้าอกเพื่อเพิ่มขนาด เช่น น้ำมันพาราฟิน ซิลิโคนเหลว เป็นต้น ซึ่งผลการฉีดในระยะแรก ๆก็ดูเป็นที่หน้าพอใจ แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไป จะเกิดผลข้างเคียง เช่น เกิดการอักเสบ การไหลของสารซิลิโคนเหลว หรือน้ำมันพาราฟินไปสู่บริเวณอื่น ๆ ส่งผลให้เกิดการผิดรูป บิดเบี้ยว หรือเป็นก้อนแข็งเป็นไตที่เต้านม

จนถึงเกิดการเน่าเฟะตามมา และต้องทำการผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมด ดังนั้น สารดังกล่าวจึงถือเป็น สารต้องห้ามสำหรับการฉีดเพื่อเสริมหน้าอก ในปัจจุบันไปแล้ว

ปัจจุบันมีวิธีการการเพิ่มขนาดหน้าอก ที่เป็นที่ยอมรับกันและมีผลข้างเคียงน้อยก็คือ "การเสริมหน้าอกด้วยถุงนมเทียม" หรือที่เรียกว่า "เสริมหน้าอกด้วยถุงซิลิโคน" ด้วยวิธีการผ่าตัด ซึ่งวิวัฒนาการเกี่ยวกับถุงนมเทียม และเทคนิคการผ่าตัดได้มีการพัฒนาขึ้นมาเป็นลำดับ

หากสาวอกเล็ก หรือหน้าอกหย่อนคล้อย โดยเฉพาะหลังจากมีบุตรมาแล้ว หน้าอกที่เคยเต่งตึงกลับเหี่ยวเล็กลงอย่างน่าใจหาย วิธีนี้จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพื่อแก้ไขปัญหาทรวดทรงให้กลับมาดูดีขึ้นได้

ภาพเสริมหน้าอก 2

ซิลิโคนสำหรับเสริมหน้าอก

ปัจจุบันนี้ในท้องตลาด ถุงซิลิโคนมีอยู่ 2 ชนิด คือ

ชนิดที่บรรจุด้วยน้ำเกลือ และ ชนิดที่บรรจุด้วยซิลิโคนเจล ทั้งสองชนิดนี้เปลือกนอกเป็นซิลิโคนแผ่น นำมาเป่าขึ้นรูปเป็นทรงกลม ผิวนอกอาจจะเป็นผิวเรียบสนิท หรืออาจจะเป็นผิวขรุขระเหมือนผิวทรายก็ได้

ชนิดที่บรรจุด้วยน้ำเกลือ

เมื่อแกะจากกล่องออกมา จะเป็นถุงเปล่า ๆไม่มีอะไรอยู่ข้างในเลย แต่มีจุ๊บสำหรับการสูบฉีดน้ำเกลือเข้าไป จึงเป็นหน้าที่ของแพทย์ที่จะต้องฉีดน้ำเกลือบริสุทธิ์เข้าไปในถุงให้เต็มตามขนาดที่คุณได้เลือกไว้ ทั้งนี้แพทย์จะพยายามให้มีฟองอากาศน้อยที่สุด

ชนิดที่เป็นซิลิโคนเจล

ตัวถุงและสารที่บรรจุอยู่ข้างในเป็นซิลิโคนเป่า จะบรรจุเสร็จจากโรงงานและผ่านการฆ่าเชื้อเรียบร้อย เปิดห่อแล้วใส่ได้เลย ขนาดที่ต้องการก็แล้วแต่เราจะเลือกใช้ ซึ่งทางผู้ผลิตก็มักจะผลิตขนาดหลากหลาย ตั้งแต่เล็กไม่กี่ซีซี จนถึงขนาดมหึมาเป็นหลาย ๆร้อยซีซีเลย

ขั้นตอนการผ่าตัดเสริมหน้าอก

โดยมากแพทย์มักจะทำ การผ่าตัดเสริมหน้าอก โดยให้คนไข้ดมยาสลบ เพื่อความสะดวกในการผ่าตัด หลังจากนั้นแพทย์จะผ่าตัดเปิดแผลที่รักแร้ ปานนม หรือใต้ราวนม แล้วแต่ว่าจะตกลงกับคนไข้ว่าอย่างไร โดยปัจจุบันนี้มักนิยม ผ่าตัดเข้าทางรักแร้ มากที่สุด เนื่องจากสามารถหลีกเลี่ยงแผลบนเนินอกได้ดีกว่า

หลังจากนั้นแพทย์จะแหวกเนื้อเต้านมและกล้ามเนื้อแผงอกให้แยกออกจากกัน เป็นช่องกว้างขนาดพอเหมาะที่จะใส่ ถุงซิลิโคน ที่เลือกเอาไว้ได้ เมื่อห้ามเลือดเรียบร้อยแล้ว แพทย์จึงจะค่อย ๆใส่ถุงนมเทียมเข้าไปทีละน้อยจนหมด เมื่อจัดรูปทรงเข้าที่แล้ว จึงเย็บแผลปิดด้วยไหมเล็ก ๆจะเป็นไหมละลายหรือไม่ละลายก็ได้ ก็เป็นอันเสร็จ

สำหรับบางคนที่มี เนื้อหน้าอกค่อนข้างบาง หมออาจจะเสริมหน้าอกโดยการวางไว้ใต้กล้ามเนื้อแผงอก เพื่อจะได้มีเนื้อคลุม ถุงนมเทียม เพิ่มอีกชั้นหนึ่งเป็นสองชั้นก็ได้

ภาพเสริมหน้าอก 3

การดูแลตัวเองหลังเสริมหน้าอก

หลังจากเข้ารับ การผ่าตัดเสริมหน้าอก แล้วคุณจะได้พักที่ รพ.อย่างน้อย 1 คืน เพื่อแพทย์จะได้ดูแลเรื่องอาการปวดบวม รวมทั้งอาการทั่วไป เมื่ออาการคงที่แล้ว ก็สามารถกลับบ้านได้ และแพทย์จะ นัดมาตรวจหน้าอก ในอีกประมาณ 5 - 7 วันหลังจากทำ

แต่การดูแลที่สำคัญที่สุดอีกอย่างคือ "การนวดหน้าอกหลังผ่าตัดเสริมหน้าอก" เนื่องจากร่างกายจะสร้าง พังผืดมาล้อมตัวถุงนมเทียม ไว้เสมอ หากถูกล้อมไว้จนแคบเกินไป จะทำให้ หน้าอกเกิดอาการตึงแข็งได้ หรือมีอาการบิดเบี้ยวของเต้านม

ดังนั้น หลังจากผ่าตัดเสริมหน้าอก ไปแล้ว คนไข้ต้อง หมั่นนวดคลึงหน้าอก เพื่อให้ถุงนมสามารถเคลื่อนไหวได้ตลอดเวลา เป็นการป้องกันปัญหาดังกล่าวและทำให้เต้านมสวยงามยิ่งขึ้น โดยการนวดหน้าอกหลังเสริมนั้น ควรทำต่อเนื่องกัน อย่างน้อย 6 เดือนถึง 1 ปี เป็นดีที่สุด

ผลข้างเคียงหลังผ่าตัดเสริมหน้าอก

1.การตึงแข็งและพังผืดล้อมถุงนมเทียม

เป็นผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้ไม่บ่อยนัก ทั้งนี้ปัจจัยหลายอย่างที่ช่วยสนับสนุนการเกิดของพังผืดนี้ ได้แก่ เทคนิคการผ่าตัดของแพทย์ อาจจะเกิดเลือดออกหรือเลือดคั่งที่โพรงเต้านมเทียม

การเกิดการอักเสบรอบถุงนม การเลือกขนาดของถุงนมที่ไม่เหมาะสม ทำให้คลำเจอขอบของซิลิโคน (โดยมากมักจะพบในพวกที่ชอบเสริมหน้าอก ให้มีขนาดใหญ่ ๆมากกว่า) และ การดูแลตัวเองของคนไข้ที่ไม่ดีพอ

โดยเฉพาะในช่วงแรก ๆของการผ่าตัด จะต้อง นวดหน้าอก อย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันผลข้างเคียงต่างๆเหล่านี้ได้

2.ระดับของเต้านมที่ไม่เท่ากัน

โดยมากมักเกิดจากการวางถุงนมที่ไม่ดีพอ หรือการที่ถุงนมเคลื่อนตัวไปอยู่ในระดับที่สูง หรือต่ำกว่าปกติ ซึ่งหากแตกต่างกันมาก ก็มีความจำเป็นที่จะต้องผ่าตัดใหม่ เพื่อเข้าไปจัดตำแหน่งของถุงนมใหม่

3.อาการชาที่ปานนม หัวนม

โดยมากมักเกิดขึ้นในช่วงระยะแรก ๆ เนื่องจากการเลาะแหวกช่องสำหรับวางถุงนมนั้น อาจจะมีการดึงรั้งเส้นประสาทที่เลี้ยงหัวนมและปานนมได้ แต่มักจะไม่เกิดขึ้นถาวร และจะหายชาได้เมื่อเวลาผ่านไปประมาณไม่เกิน 5 - 6 เดือน

4.แผลเป็นที่ผ่าตัดมีการปูดนูน

แผลที่รักแร้ ปานนม หรือใต้ราวนมนั้น อาจจะมีลักษณะของแผลเป็นที่ไม่สวยงามได้ ทั้งนี้อาจเกิดจากการอักเสบของแผล ความตึงของผิวหนัง รวมทั้งสภาพผิวหนังของคนไข้เอง

ลักษณะของรอยแผลเป็น

รอยแผลเป็น ไม่ว่าจะเกิดบนใบหน้าหรือบนผิวหนังส่วนอื่นบนร่างกาย แม้กระทั่งรอยแผลที่เกิดจาการผ่าตัดทำศัลยกรรม เช่น การผ่าตัดเสริมหน้าอก ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณใต้รักแร้ เป็นต้น
บางครั้งแผลเป็นบางลักษณะหากว่าพลาดไปแกะแผลและเกิดเป็นรอยแผลเป็น ซึ่งภายหลังสามารถที่จะลบรอยแผลเป็นที่เกิดขึ้นนั้นได้ ซึ่งรอยแผลเป็นก็หลากหลายลักษณะ แต่ละแบบก็รักษายากง่ายแตกต่างกันไปซึ่งแบ่งได้ออกเป็นดังนี้คือ

ประเภทแรก แผลเป็นที่มีสีต่างจากสีผิวปกติ

ซึ่งเป็นรอยแผลเป็นที่มีรอยคล้ำหรืออ่อนกว่าสีผิวปกติ รอยแผลเป็นประเภทนี้จะเป็นรอยแผลเป็นที่รักษาค่อนข้างง่าย อย่างเช่น รอยแผลผ่าตัดเสริมหน้าอกที่บริเวณใต้รักแร้ ซึ่งจะเป็นลักษณะรอยเป็นขีดสีเข้ม โดยมีสีที่แตกต่างไปจากสีผิวปกติ หรือรอยแผลเป็นที่เกิดจากการแกะสิวก็จะเป็นรอยแผลเป็นในลักษณะนี้เช่นกัน

ประเภทที่สอง แผลเป็นที่มีการดึงรั้งของผิว

รอยแผลเป็นประเภทนี้ผิวหนังจะมีการดึงรั้ง และเกิดการเหี่ยวย่นร่วมขึ้นได้ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเกิดบริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้า บางครั้งอาจจะเกิดที่บริเวณใบหน้า อันเนื่องมาจากการเกิดอุบัติเหตุต่าง ๆ

ประเภทที่สาม รอยแผลเป็นที่มีลักษณะนูน

ซึ่งรอยแผลเป็นในลักษณะนี้จะมีอยู่ 2 ลักษณะคือ นูนแบบปกติ ซึ่งจะไม่มีการขยายตัวและสามารถเล็กลงได้ ถ้าหากเรานหมั่นนวดเป็นประจำ กับแบบหนึ่งที่เรียกว่า "คีลอยด์" โดยจะมีอาการคันและสามารถลามไปยังบริเวณอื่น ๆ ได้ และยังมีลักษณะของแผลเป็นที่แข็งร่วมด้วย

การรักษารอยแผลเป็น

การรักษาสามารถทำได้หลายวิธีซึ่งจะขึ้นอยู่กับว่าเป็นรอยแผลเป็นในลักษณะไหน โดยมีการรักษาดังต่อไปนี้คือ

1. ใช้ยาทาแก้แผลเป็น

ยาประเภทนี้จะมีขายและหาซื้อได้ตามท้องตลอด ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยให้สีของรอยแผลเป็นนั้นจางลง โดยทำให้มีสีผิวเหมือนกับผิวบริเวณใกล้เคียงนั่นเอง
ซึ่งการทายาแก้แผลเป็นจะมีทั้ง ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ ยาในกลุ่มที่มีส่วนผสมของวิตามินอี วิตามินเอ และยาในกลุ่มจำพวกซิลิโคนเจล โดยที่ยาต่าง ๆ เหล่านี้จะทำให้รอยแผลเป็นจางลงที่ละน้อย จึงเหมาะกับรอยแผลที่มีสีที่เข้มหรืออ่อนกว่าสีผิวปกติ

2. การฉีดยาสเตียรอยด์

ปกติจะใช้กับรอยแผลเป็นที่มีลักษณะแผลเป็นใหญ่ ซึ่งการ ฉีดยาประเภทสเตียรอยด์เข้าไปที่ใต้รอยแผลเป็น จะทำให้รอยแผลเป็นยุบตัวลงและแคบลง แต่จะต้องอาศัยระยะเวลาเช่นเดียวกับวิธีอื่น ๆ ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับขนาดของแผลเป็นด้วย

3. การฉายเลเซอร์

การรักษาโดยวิธีนี้จะช่วย รักษาแผลเป็นที่มีในลักษณะที่เป็นแผลตื้น หรือว่าแผลที่มีลักษณะสีผิวคล้ำหรือจางกว่าสีผิวปกตินั่นเอง ส่วนแผลที่ใหญ่ ๆ หรือว่าแผลนูนนั้นก็จะต้องใช้ระยะเวลารักษาเช่นเดียวกัน

4. ใช้วิธีทางธรรมชาติ

ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยทำให้แผลเป็นเล็กนั้นจางลงได้ก็คือ การใช้ผักผลไม้ในการรักษา โดยจะมีอยู่หลายชนิด ที่มีสรรพคุณในการรักษาแผลเป็น เช่น ว่านหางจระเข้ โดยทาวันละ 3-4 ครั้ง หรืออาจจะใช้ น้ำมะนาวผสมดินสอพอง โดยทาวันละ 2-3 ครั้ง หรืออาจใช้ แตงกวาปั่นแล้วนำมาพอกหรือนำมาแปะ เอาไว้ บางครั้งอาจจะใช้ ครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมจากสารสกัดจากแตงกวา ก็ได้ผลเช่นกัน

การร้อยไหมยกกระชับทรวงอก

การเสริมหน้าอกด้วยการร้อยไหมโดยการใช้เทคนิคใหม่ที่เรียกว่า Breast Lift by Lock Thread ซึ่งจะทำหน้าที่ยกกระชับได้ดีกว่ามาก โดยเกลียวของไหมที่ขนาดใหญ่และมีความละเอียดสูง ไหมลักษณะนี้ได้ถูกออกแบบมาให้คล้ายการทำงานกับเกลียวของคอลลาเจน โดยเกลียวไหมจะยึดเกาะเนื้อเยื่อได้ดีมากขึ้น ต้านแรงโน้มถ่วงได้มากขึ้น จึงทำให้เวลายกกระชับทรวงอกจะเห็นผลได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่จะคงอยู่ได้ประมาณ 3-5 ปี ซึ่งจะต้องอาศัยความชำนาญของแพทย์เฉพาะทางเท่านั้น

ขอบคุณการเอื้อเฟื้อข้อมูลจาก Manager Online

วิดีโอคลิป : เสริมหน้าอก


คำอธิบายประกอบเพิ่มเติม

การผ่าตัดเสริมหน้าอก สามารถทำการเปิดแผลที่บริเวณปานนมหรือที่รักแร้ก็ได้ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับข้อตกลงของคนไข้กับศัลยแพทย์ผ่าตัด การเสริมหน้าอกด้วยถุงเต้านมเทียมหรือถุงซิลิโคน ปัจจุบันได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และที่สำคัญได้ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยา ว่ามีความปลอดภัย สามารถอยู่กับร่างกายของเราได้

ซึ่งในวิดีโอคลิปจะเป็นการเสริมด้วยถุงซิลิโคนเจล และคนไข้อยากได้ขนาดหน้าอกหลังเสริมประมาณคัพ C โดยใช้การ เปิดแผลบริเวณปานนม หลังจากทำการผ่าตัดเรียบร้อยแล้ว ได้มีการตรวจสอบแผลและขนาดของหน้าอก พร้อมภาพเปรียบเทียบก่อนและหลังทำด้วย

เลอลักษณ์ โปรโมชั่น


เบอร์โทรโรงพยาบาลเลอลักษณ์ จองคิวนัดทำศัลยกรรม

Tips : การทำศัลยกรรม

สิ่งที่ควรทราบการทำอก

การเสริมอกโดยใช้ถุงซิลิโคน ซึ่งถือว่าเป็นวิธีที่มีความปลอดภัยมาก แต่ในบางกรณีที่ต้องยอมรับหลังจากการผ่าตัดที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยอาจเป็นผลมาจากการผ่าตัดและการดูแลหลังจากทำ แต่ทั้งหมดก็สามารถทำแก้ไขขึ้นใหม่ได้เช่นกัน

แผลเป็นจากรอยผ่าตัด โดยแผลเป็นจะไม่เกิดขึ้นกับทุกคน เว้นแต่ผิวหนังของคนไข้มีความไวต่อแผลที่เกิดขึ้น แต่ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับการผ่าตัดของแพทย์ร่วมด้วย พร้อมกับการดูแลผ่าตัดของคนไข้หลังจากทำ

หน้าอกมีลักษณะแข็งและไม่เท่ากัน ความแข็งเกิดอันเนื่องมาจากพังผืดรัดตัวถุงซิลิโคน ซึ่งแก้ไขด้วยการนวดหน้าอกหลังทำเป็นประจำ และในเรื่องของหน้าอกไม่เท่ากันหลังเสริม หากคนไข้มีหน้าอกไม่เท่ากันมาก่อน ซึ่งจะแก้ไขโดยการใช้ซิลิโคนเสริมหน้าอกคนละขนาด

การเพิ่มขนาดหน้าอก

การทำศัลยกรรมผ่าตัดเสริมอก คือการผ่าตัดเพื่อใส่วัสดุอย่างเช่น ถุงซิลิโคนเจลหรือถุงซิลิโคนน้ำเกลือ เพื่อที่จะใช้เพิ่มขนาดของอกให้โตขึ้น ซึ่งบางท่านก็เลือกที่จะเพิ่มขนาดของหน้าอกด้วยไขมันของตนเอง ซึ่งในปัจจุบันถือว่าไม่เป็นที่นิยมที่จะนำมาใช้ในการเสริมหน้าอก

รูปทรงและผิวของถุงซิลิโคน ซึ่งถือว่ามีความสำคัญในการตัดสินใจเลือกใช้ เช่น ถุงซิลิโคนทรงกลมที่มีเนื้อเป็นผิวทราย จะให้ผลของการผ่าตัดที่ดีกว่าซิลิโคนทรงกลมผิวเรียบแต่มีราคาที่สูงกว่า แต่มีข้อเสียคือจะเกิดพังผืดมารัดผิวซิลิโคนได้ง่ายกว่า ซึ่งสามารถแก้ไขด้วยการนวดหน้าอกหลังทำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อที่จะได้ผิวสัมผัสเนินอกที่สวยเหมือนหน้าอกธรรมชาติปกติ

ลักษณะการผ่าตัดเพิ่มขนาดหน้าอก ซึ่งจะมีด้วยกัน 2 ลักษณะคือ การใส่ถุงซิลิโคนไว้บนกล้ามเนื้อหน้าอก และการผ่าตัดใส่ถุงซิลิโคนไว้ใต้กล้ามเนื้อหน้าอก ดังนั้นการใส่ซิลิโคนเข้าไปควรคำนึงถึงขนาด เพื่อไม่ให้มีขนาดที่โตเกินไปกว่าสรีระ และเหมาะกับขนาดฐานของหน้าอกเดิมที่มีอยู่ ซึ่งคุณหมอผ่าตัดเสริมหน้าอกจะให้คำแนะนำก่อนผ่าตัดทุกครั้ง

ถามตอบเสริมหน้าอกเลอลักษณ์